วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

นางผมหอม

นางผมหอม
นานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีสองสามีภรรยาคู่หนึ่ง แต่งงานอยู่กินกันมาตั้งนาน แต่ก็ยังไม่มีลูกสักที จึงไปบนบานขอต่อเทวดา และ ในที่สุด ก็ตั้งครรภ์ และคลอดลูกเป็นเด็กหญิงน่ารักคนหนึ่ง ตั้งชื่อว่า เทวี เด็กหญิงนั้น ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ด้วยความรัก จากพ่อแม่ทั้งสอง จนเติบใหญ่เป็นสาว                    อยู่มาวันหนึ่ง นางเทวี ได้เข้าป่าไปหาของป่าและอาหาร วันนั้น เข้าไปในป่าลึกกว่าปกติ น้ำที่เตรียมมาได้หมดลง นางกระหายน้ำมาก ขณะที่เดินหาแหล่งน้ำอยู่ บังเอิญเหลือบไปเห็น น้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าโค จึงก้มลงดูดกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกหอแห้งกระหายยิ่งขึ้น คือกินแล้วยิ่งไม่อิ่ม จากนั้นนางก็มองเห็นน้ำที่ขังอยู่ในรอยเท้าช้างดูใสสะอาด ก้มลงดื่มกินน้ำนั้น ก็ให้รู้สึกชุ่มฉ่ำคอยิ่งนัก จึงดื่มกินจนอิ่ม ความหิวกระหายนั้นก็หายไป นางกลับมาถึงบ้าน จากนั้นไม่นาน ก็ตั้งครรภ์ โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อเด็กในท้อง พ่อแม่ก็พยายามถามไถ่หาความจริง นางก็เล่าให้ฟังตามที่เป็นจริง และบอกว่า สงสัยเด็กคงเป็นลูกของพญาช้างหรือไม่ก็พญาโค พ่อแม่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ขอให้ได้หลานก็พอใจแล้ว ครบเก้าเดือน นางคลอดลูกเป็นเด็กหญิงแฝดสองคน คนพี่ให้ชื่อว่า นางผมหอม เพราะผมของนางมีกลิ่นหอมตั้งแต่แรกเกิด คนน้อง ให้ชื่อว่า นางลุน เพราะเป็นน้อง                    นางผมหอม เป็นคนนิสัยดี โอบอ้อมอารี ชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ผิดกับนางลุนซึ่งเป็นคนขี้อิจฉา ใจร้าย ชอบรังแกคนอื่น รวมถึงชอบรังแกและแกล้งนางผมหอมอยู่เสมอ                    นางผมหอมและนางลุน ค่อย ๆ เติบโต ตามวัย เมื่อยังเป็นเด็ก ไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ ก็จะถูกล้ออยู่เสมอว่า เป็นเด็กไม่มีพ่อ กระทั่งโตเป็นสาว ก็ยังถูกล้ออยู่ ในที่สุดทนไม่ไหว ทั้งสองจึงตัดสินใจไปถามความจริงกับแม่ นาวเทวี เล่าความจริงให้ฟัง ว่าได้ไปดื่มน้ำในรอยเท้าโคและรอยเท้าช้างในกลางป่า กลับมาก็ตั้งครรภ์ พ่อของพวกเจ้าก็คือ พญาช้าง และพญาโค แต่ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นลูกโค ใครเป็นลูกช้าง                     นางผมหอมและนางลุน จึงขออนุญาตมารดาออกตามหาบิดาในป่า รบเร้าบ่อย ๆ เมื่อมารดาอนุญาต ทั้งสองจึงออกเดินทางเข้าป่าตามทางที่มารดาบอก เดินทางมาหลายวัน ในที่สุด ทั้งสองก็ต้องเผชิญหน้ากับ พญาช้างใหญ่เชือกหนึ่ง พญาช้างเห็นทั้งสองเข้าคิดว่าเป็นพวกมนุษย์ที่บุกรุกเข้ามา จึงจะฆ่าเสีย นางผมหอมผู้เป็นพี่ จึงร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิต พญาช้างเกิดความสงสัยว่า เหตุใดหญิงทั้งสองจึงเข้ามาในป่าผิดวิสัยหญิงยิ่งนัก นางผมหอมจึงเล่าให้ฟังว่า พวกนางเป็นลูกของแม่เทวี กับพญาช้างและพญาโค ซึ่งนางลุนก็ชิงพูดว่า ตนเองเป็นลูกของพญาช้าง ส่วนนางผมหอมเป็นลูกของพญาโค หากจะฆ่าก็จงฆ่านางผมหอมเถิด                    นางผมหอมพูดว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าใครเป็นลูกช้าง ใครเป็นลูกโค พวกนางเพียงแต่อยากพบพ่อจึงอุตสาห์ดั้นด้นเข้าสู่ป่าใหญ่ ก่อนจะฆ่านาง ขอให้นางได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ถ้านางไม่ใช่ลูกช้างจริงจะฆ่าก็ยอม พญาช้างจึงกล่าวว่า ยินยอมให้พิสูจน์ โดยหากใครปีนงวงขึ้นขี่คอได้ คนนั้นนั่นแหละคือลูก ว่าแล้วพญาช้างก็ตั้งจิตอธิษฐานตามนั้น แล้วยืนนิ่ง ๆ นางลุน มั่นใจนักว่าตัวเองเป็นลูกช้าง รีบปีนขึ้นงวง หมายจะขึ้นหลังช้างให้ได้ เพราะนางเป็นลูกโค แม้พยายามอย่างไร ก็ไม่อาจจะปีนขึ้นได้ มีแต่ลื่นตกลงมาดังเดิม พญาช้างจึงบอกให้พอก่อน                    นางผมหอม กลับปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย และนั่งอยู่บนคอช้างได้สำเร็จ ส่วนนางลุนเห็นว่านางผมหอมปีนขึ้นได้อย่างง่ายดาย จึงอยากลองดูใหม่ แม้พญาช้างห้ามก็ไม่ฟัง นางลุนก็ยังปีนขึ้นไม่ได้ ในที่สุดพญาช้างจึงใช้เท้ากระทืบนางลุนตาย และนำนางผมหอมผู้เป็นลูกไปยังที่อยู่ของตน ให้บริวารนำหินมาสร้างปราสาทหิน ให้เป็นเรือนที่อยู่ของนางผมหอม เรียกว่าปราสาทนางผมหอม นางผมหอม แม้จะดีใจที่ได้พบพ่อ แต่ก็สงสารนางลุนผู้น้องสาว ร้องไห้มาตลอดทาง แต่ก็ไม่กล้าต่อว่าอะไรพญาช้างผู้บิดา ได้แต่ติดตามไปอยู่กับพญาช้างนั้น                  พญาช้างดูแลปรนนิบัตินางผมหอมเป็นอย่างดี ด้วยความรักในธิดา เมื่อนางผมหอมต้องการไปไหน ก็ให้ขี่คอไป นางผมหอม อาศัยอยู่ในป่ากับพญาช้างเป็นเวลาหลายปี นางเป็นมนุษย์อยู่คนเดียว รู้สึกเหงามาก ทั้งตนเองก็เป็นสาวแล้ว อยากมีผู้ชายใครสักคน เป็นเพื่อนใจ จึงออกอุบายเพื่อให้ได้ชายผู้เป็นเนื้อคู่ตน                  วันนั้น นางผมหอม ไปอาบน้ำที่แม่น้ำเช่นเคย เตรียมผอบไปด้วย นางถอนผมตัวเองออกมา หนึ่ง เส้น บรรจงม้วนใส่ลงไปในผอบนั้น ผมของนางยาวจนถึงประมาณสะโพกทีเดียว และด้วยบุญเก่าของนาง นางจึงมีผมที่หอมอยู่เป็นนิจ เมื่อใส่ผมลงในผอบปิดฝาเรียบร้อยแล้ว นางได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า  ผอบนี้ จงลอยน้ำไป ขอกลิ่นหอมของเส้นผมอย่าได้จางหาย ขอให้ชายที่เป็นเนื้อคู่เท่านั้นสามารถที่จะเก็บผอบนี้ได้ คนอื่น ๆ แม้พบเห็นหากไม่ใช่เนื้อคู่แล้วไซร้ ขอให้เก็บเอาไม่ได้เถิด หากชายที่เป็นเนื้อคู่เก็บได้แล้ว ขอให้มีใจมั่นที่จะออกตามหาตัวเราจนได้พบกันเถิด                    เมื่ออธิฐานเสร็จแล้ว ก็ปล่อยวางผอบลงแม่น้ำ ผอบนั้น ได้ลอยตามน้ำไปเรื่อย ๆ จนไปถึงเมืองรัตนา ก็ลอยวนเวียนไปมาอยู่แถว ๆ ท่าน้ำ ด้านหน้าพระราชวัง เมืองรัตนา มีกษัตริย์หนุ่มรูปงามคนหนึ่งปกครองต่อจากบิดาของตน นามว่าพระเจ้ารัตนะ ยังไม่มีพระมเหสี วันนั้นพระองค์กับเหล่าบริพารเสด็จไปเล่นน้ำอยู่ท่าน้ำนั้นพอดี เมื่อผอบนั้นลอยมาถึง กลิ่นหอมแห่งผมก็กระจายไปทั่วบริเวณ ทั้งพระราชาและเหล่าบริพารต่างได้กลิ่นหอมประหลาดนั้นซึ่งแตกต่างจากกลิ่นหอมที่เคยสูดดมอยู่ทุกวัน พอดีเหล่าบริพารแลเห็นผอบน้อยนั้นลอยอยู่กลางน้ำ สงสัยว่ามันคืออะไร จึงต่างว่ายน้ำเข้าไปเพื่อที่จะเก็บเอา แต่ก็ไม่มีใครสามารถจะเก็บเอาได้ สร้างความประหลาดใจแก่พวกเขายิ่งนัก จึงมากราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระองค์จึงทรงใคร่ลองด้วยพระองค์เองบ้าง จึงว่ายน้ำเข้าไป และเก็บได้อย่างง่ายดาย สร้างความอัศจรรย์ใจแก่เหล่าบริพารยิ่งนัก พระเจ้ารัตนะ ทราบว่ากลิ่นหอมต้องมาจากของในผอบนี้เป็นแน่แท้ ขึ้นฝั่งมาเปิดผอบออกดู จึงพบเห็นเพียงเส้นผมยาว ๆ สีดำขลับเงางามเส้นหนึ่ง เส้นผมยิ่งส่งกรุ่นกลิ่นหอมอบอวลไปทั่ว พระองค์คิดว่า เส้นผมนี้ คงเป็นผมของเทพธิดากระมัง ถึงได้หอมปานนี้ หรือหากเป็นของมนุษย์ ผู้หญิงคนนั้น ต้องเป็นคนมีบุญมากเป็นแน่แท้ เอาเถิด เราจะออกตามหานางให้พบ นำมาเป็นพระมเหสีให้จงได้ พระเจ้ารัตนะ ฝากบ้านเมืองไว้กับเหล่าบริพารที่ไว้ใจ ออกเดินทางไปผู้เดียว ทวนกระแสน้ำขึ้นไปตามทางที่ผอบล่องลอยลงมา โดยไม่ลืมที่จะนำผอบเส้นผมติดตัวไปด้วย เดินทางรอนแรมมานานหลายวัน ในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่อยู่ของนางผมหอม พระองค์สูดได้กลิ่นกรุ่นหอมแรงชัดยิ่งขึ้น จึงแน่พระทัยว่า เจ้าของเส้นผมต้องอาศัยอยู่บริเวณนี้ พอดีวันนั้น พระยาช้างพร้อมบริวาร ออกหากิน นางผมหอมอยู่คนเดียว พระเจ้ารัตนะเดินทางตามกลิ่นแห่งเส้นผมมาเรื่อย ๆ จนมาถึงท่าอาบน้ำนางผมหอม ขณะนั้น นางผมหอมกำลังอาบน้ำอยู่ เมื่อทั้งสองพบกัน ด้วยอำนาจบุญที่เคยทำร่วมกันไว้ให้เป็นเนื้อคู่กัน ทั้งคู่ก็เกิดความรักแรกพบทันทีอยู่ในใจ เมื่อพูดคุยถามไถ่จนได้ความจริงของกันและกันแล้ว นางผมหอมจึงพาพระเจ้ารัตนะไปบนปราสาทหิน ร่วมทานอาหาร และอยู่ด้วยกันตั้งแต่นั้นมา โดยมีข้อแม้ว่า ห้ามพระเจ้ารัตนะลงจากปราสาทโดยเด็ดขาด เพราะกลัวพญาช้างจะทราบเรื่องแล้วฆ่าเสีย แม้พระยาช้างจะได้กลิ่นมนุษย์คนอื่นที่ไม่เหมือนกลิ่นนางผมหอม แต่ด้วยเกรงใจลูกจึงไม่ได้ถามและขอค้นดูในปราสาท เป็นแต่แบกความสงสัยไว้และคอยจับจ้องดูอยู่ภายนอก ทั้งสองครองรักกันจนมีบุตรธิดาด้วยกัน ๒ คน คือ คนพี่เป็นชายนามว่า " สีลา" คนน้องเป็นหญิงนามว่า " ชาดา"อยู่ไปอยู่มา ทั้งคู่เกรงว่า หากพญาช้างจับได้จะเกิดอันตราย จึงวางแผนหนี เพื่อจะกลับไปครองเมืองรัตนาดังเดิม และในที่สุด ก็หนีออกมาได้ ในวันที่พระยาช้างพร้อมทั้งบริวารทั้งหมดออกหากินไกล ๆ ฝ่ายพญาช้างสารได้ออกตามหาลูกและหลานจนพบด้วยความ เสียใจที่ถูกลูกและหลาน    ทิ้งไปอยู่เมืองอื่น         จึงขาดใจตาย ก่อนตายได้ได้มอบงาของตนให้ พระเจ้ารัตนะไว้เป็นอาวุธ เพื่อป้องกันตนเอง                     ขณะที่กำลังเดินทางและพักแรมจนกว่าจะถึงเมืองนั้น ปรากฏว่าเส้นทางนั้น มีนางผีป่าเฝ้าอยู่ และเกิดความเสน่หาในพระเจ้ารัตนะ เมื่อนางผมหอมอาบน้ำ จึงถูกนางผีป่าผลักตกน้ำไป และนางผีป่าก็แปลงตนเองเป็นนางผมหอมแทน เมื่อถึงพระนคร นางผีป่าก็เข้าอยู่ในวังด้วยในช่วง ระยะ เวลาหนึ่ง        แต่เนื่องจากพฤติกรรมของนางผีป่าแปลง แตกต่างกันกับนางผมหอมจริง เมื่อพระเจ้ารัตนะทราบความจริง จึงหาทางกำจัดนางผีป่า และไปรับนางผมหอมมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พระเจ้ารัตนะได้แต่งตั้งนางผมหอมเป็นพระอัครมเหสี และอยู่ครองรักกันอย่างมีความสุข

นางอุสา อุสาบารส

นางอุสา
           นางอุสาเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ต่อมาเธอไปทำผิดกฎแห่งสวรรค์ จึงถูก พระอินทราธิราชผู้เป็นใหญ่ปรับโทษให้ลงมาใช้กรรมที่ก่อไว้ในเมืองมนุษย์ เธอจึงได้จุติในดอกบัวกลางสระน้ำใกล้กับอาศรมฤาษีจันทา เมื่อฤาษีจันทา เดินไปสระน้ำเห็นนางอยู่ในดอกบัวเช่นนั้น จึงนำขึ้นจากสระน้ำมาเลี้ยงดูเป็นอย่างดี ต่อมาวันหนึ่ง เจ้าเมืองพานและมเหสีทราบเรื่องจึงขึ้นไปดู
เห็นเป็นเรื่องจริง มีความอยากได้ไปเลี้ยงเป็นบุตร เพราะเจ้าเมืองพานและมเหสี เป็นหมันไม่มีลูก
จึงขอเธอจากฤาษีจันทาเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งฤาษีจันทาก็ยินดียกนางให้

               เมื่อ เจ้าเมืองพาน และมเหสี ได้ นางอุสามาเป็นธิดา ก็รู้สึกหวงแหนมาก กอปร์ทั้ง นางอุสาก็มีเรือนร่าง หน้าตา สวยงาม จะหาหญิงใดในแหล่งหล้ามาเปรียบมิได้ ต่อมาเมื่อนางแตกเนื้อสาว
เจ้าเมืองพาน จึงได้นำไปฝากฤาษีจันทา
ตาไฟไว้ เพื่อให้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาไว้เพื่อป้องกันตัว
โดยเจ้าเมืองพาน ได้สร้างหอสูงไว้ให้นางอุสาอยู่อาศัย เป็นการป้องกันภัยจากสิงสารา สัตว์

               จากวัยเด็กสู่วัยสาว นางอุสาคนงามไม่เคยพบผู้คนโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ เลยสักครั้ง จึงเกิดความเหงา ว้าเหว่ วันหนึ่งนางจึงไปเก็บดอกไม้มาร้อยเป็นมาลัยรูปหงส์ฟ้า และเขียนความในใจลงไปในมาลัยดอกไม้ในกระทงลอยน้ำออกมา พร้อมทั้งอธิษฐานว่า ขอให้กระทงน้อยใบนี้ล่องลอยไปพบชายหนุ่มเนื้อคู่ของข้าด้วยเถิดแล้วปล่อยกระทงน้อยล่องลอยจากหน้าหอนางไปตามลำธาร ออกสู่แม่น้ำโขงเขตเมืองปะโค   หนองคาย ในเวลาต่อมา
                ขณะนั้น ท้าวบารสลูกชายเจ้าเมืองปะโค ได้ออกไปที่ท่าน้ำ ก็พบกระทงเสี่ยงทายของนางอุสาที่ล่องลอยน้ำอยู่ จึงคว้ามาเห็นข้อความจึงอ่านดู และรู้ความในใจของนางที่กลีบดอกไม้มาลัยในกระทงใบนั้น ท้าวบารส จึงขี่ม้าออกเสาะหาเจ้าของสารเสี่ยงรักขึ้นไปตามลำธาร จนถึงหอนางอุสา ก็เป็นเวลาพลบค่ำพอดี


                 ทันใดนั้นก็มีเสียงเพลงพื้นเมืองล่องลอยมาจากหอนาง ท่ามกลางความเงียบสงัด ท้าวบารส จึงผูกม้าไว้ที่เพิงหิน ( คอกม้าท้าวบารส) แล้วเดินตามหาเสียงนางไปจนถึงหอนาง ในที่สุดทั้งสองคนก็
ได้ตกลงปลงใจได้เสียซึ่งกันและและได้เป็นคู่ครองตั้งแต่บัดนั้น
              ต่อมา พระยากงพาน ทราบเรื่องก็แค้นใจและหาทางกำจัดท้าวบารสลูกเขย โดยออกอุบายท้าทาย สร้างวัดแข่งกัน มีกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ให้สร้างเสร็จในเวลาครึ่งคืน เริ่มตั้งแต่ตะวันตกดินจนกว่า
ดาวฤกษ์หรือดาวประจำเมืองจะขึ้น ใครสร้างเสร็จไม่ทันก็ถือว่าแพ้พนัน ต้องถูกตัดหัว

        
 ท้าวบารส ลูกเขยรับคำท้า พ่อตา ทั้งที่มีบริวารและแรงงานน้อย แต่ท้าวบารส กลับมีอุบายดีกว่า พอสร้างไปได้นานโขแต่ยังไม่ทันครึ่งคืน ท้าวบารส จึงสั่งให้บริวารนำเอาคบไฟไปจุดบนยอดเขาก่อนที่ ดาวฤกษ์จะขึ้น พระยากงพาน เห็นดวงไฟก็เข้าใจว่าดาวประจำเมืองขึ้นแล้วจริง ๆ จึงหยุดสร้างวัด แต่ฝ่ายท้าวบารส กลับสร้างต่อจนเสร็จ
           เป็นอันว่า ลูกเขยเอาชนะพ่อตาได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เจ้าเมืองพาน พ่อตา เสียรู้ ท้าวบารส ลูกเขย และเสียหัวไปในที่สุด ซึ่งบริเวณแห่งนั้นมีสีแดงกระจายไปตามโขดหิน ให้ผู้คนทั้งหลายเข้าใจว่า เมื่อ พระยากงพาน ถูก ท้าวบารส ตัดหัว เลือดก็พุ่งเป็นไฟพะเนียงกระจายเต็มไปทั่วบริเวณแห่งนั้น นางอุสา รู้สึกเสียใจเพราะสามีฆ่าพ่อของนางแต่ก็พูดอะไรไม่ได้
           ท้าวบารส จึงพานางอุสา เดินทางกลับบ้านเมืองปะโค และด้วยความงดงามของนาง จึงทำให้มเหสีและนางสนมของท้าวบารส อิจฉาริษยา ได้ร่วมกันวางแผนกำจัดนางอุสา โดยจ้างให้ โหรหลวงทำนายทายทักว่า ท้าวบารสกำลังมีเคราะห์ร้าย ต้องให้ออกเดินป่าเพื่อสะเดาะเคราะห์จึงจะหาย ท้าวบารส หลงเชื่อ จำใจต้องออกเดินป่าตามแผนที่มเหสีและนางสนมวางเอาไว้
            ในระหว่างที่ ท้าวบารสออกเดินป่าแก้เคล็ดอยู่นั้น บรรดานางสนมก็ใช้กิริยา วาจา เยาะเย้ย หยามหยัน กลั่นแกล้งนางอุสา ไปต่าง ๆ นานา จนกระทั่งนางอุสา เกิดตรอมใจ มีอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ ในที่สุด นางอุสา ก็ตัดสินใจกลับบ้านไปอยู่หอนาง ตามเดิม เมื่อท้าวบารส กลับมาทราบเรื่องรีบจึงติดตามนางอุสาไปจนถึงหอนาง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่นางอุสาป่วยหนัก ท้าวบารส ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วนางอุสาก็สิ้นใจตายในอ้อมกอดของท้าวบารสอย่างสงบ ท้าวบารส เสียใจมาก ไม่เป็นอันกินอันนอน เดินไปมาคล้ายคนบ้าคลั่ง และก็ตรอมใจตายตามนางอุสาไปในเวลาอันไล่เรี่ยกัน

ท้าวปาจิตต์นางอรพิมพ์

ท้าวปาจิตต์กับนางอรพิมพ์

                          ในครั้งหนึ่งนานมาแล้วกษัตริย์ขอมพระองค์หนึ่งมีราชโอรสชื่อท้าวปาจิตต์ เมื่ออายุได้ 6 พรรษา พระราชบิดาจะจัดการอภิเษกให้ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ ถึงจะหาราชธิดาเมืองใดมาให้เลือก พระราชโอรสก็ไม่ต้องพระประสงค์ โหรหลวงทำนายว่า เนื้อคู่ของพระองค์ยังอยู่ในครรภ์ของหญิงหม้ายอนาถา ให้ท้าวปาจิตต์เดินทางไปทิศตะวันออกแล้วจะพบหญิงหม้ายผู้นั้น โดยมีลักษณะที่สังเกตได้คือแสงอาทิตย์จะทรงกลดเป็นเงากั้นเบื้องบนศีรษะ
                   ท้าวปาจิตต์ก็ออกเดินหาหญิงหม้ายผู้นั้น จนไปพบนางบัว ชาวบ้านสัมฤทธิ์ยังมีครรภ์อยู่มีลักษณะตามที่โหรได้ทายไว้ จึงอาสาฝากตัวเป็นคนใช้ ครั้นนางบัวคลอดบุตรเป็นหญิงมีลักษณะดีก็ช่วยนางบัวขาว ให้ชื่อว่า นางอรพิมพ์ รูปโฉมงดงามมาก ท้าวปาจิตต์ลากลับบ้านเมืองเพื่อจัดขันหมากมาสู่ขอตามประเพณี พอขันหมากมาถึงบ้านกงรถก็ทราบว่า ท้าวพรหมทัต มาลักตัวนางอรพิมพ์ไปเสียแล้ว ก็เสียพระทัยเลยโยนขันหมากทิ้งน้ำเสียหมด ลำน้ำนั้นต่อมาคือ ลำปลายมาศ
             ท้าวปาจิตต์ได้แฝงกายเข้าไปในปราสาทท้าวพรหมทัตและได้ทำอุบายฆ่าท้าวพรหมทัตเสีย พานางอรพิมพ์หลบหนีออกมาได้ ระหว่างทางท้าวปาจิตต์ได้ถูกนายพรานฆ่าตาย นางอรพิมพ์จึงฆ่าพรานเสีย และชุบชีวิตท้าวปาจิตต์ ด้วยยาวิเศษจากเทวดา และเดินทางกันต่อไปถึงแม่น้ำแห่งหนึ่งอาศัยเณรส่งข้ามฟากให้ เณรลวงท้าวปาจิตต์ให้ขึ้นฝั่งก่อนแล้วพานางอรพิมพ์หนีไป นางอรพิมพ์ลวงให้เณรขึ้นต้นมะเดื่อแล้วเอาหนามมาสะไว้ใต้ต้น และพายเรือมาหาท้าวปาจิตต์ก็ไม่พบ นางจึงปลอมเป็นชาย และได้รักษาธิดาเจ้าเมืองจำปานครให้ฟื้น เจ้าเมืองยกเมืองและธิดาให้แต่นางปฏิเสธ และได้บวชเป็นสังฆราชของเมืองนั้น นางได้สร้างศาลาและมีรูปวาดเรื่องราวของนางกับท้าวปาจิตต์ไว้ และสั่งว่าถ้าผู้ใดดูภาพเหล่านี้แล้วร้องไห้ให้แจ้งให้นางทราบในที่สุดท้าวปาจิตต์และนางก็ได้พบกันพากันกลับบ้านเมืองและอยู่ครองกันมีความสุขสืบมา
ท้าวก่ำกาดำ
แต่ก่อนนานมาแล้ว มีผัวเมียที่ยากจนมากครอบครัวหนึ่ง แต่งงานมา 7 ปี ไม่มีลูกจึงขอลูกจากพระอินทร์ พระอินทร์จึงประทานลูกให้เป็นชาย     ก่อนท้องแม่ฝันว่าลูกแก้วสีดำตกเข้าปาก ลูกแก้วลอยหนีไปส่งแสงสว่างไปทั่ว เมื่อตั้งท้องเกิดลูกเป็นชายตัวดำเหมือนการูปชั่วตัวดำใครๆ ก็หัวเราะเยาะ แม่ไม่ยอมเลี้ยงเพราะอับอายจึงเอาไปล่องแพทิ้ง
           เด็กดำลอยไปอยู่ 7 วัน 7 คืน ก็มาถึงหาดทรายแห่งหนึ่ง พระอินทร์เล็งเห็นว่าลำบากเลยให้กาดำมาช่วยพาไปไว้เมืองเบ็งจาล กินรีเลยหาผลไม้กินเป็นอาหาร เจ้าของสวนมาพบเข้าจึงเอาไปเลี้ยงไว้
          วันหนึ่งกินรีช่วยยายเจ้าของสวนร้อยดอกไม้มาลัยได้สวยงามมาก ยายเอาไปถวายธิดากษัตริย์ชื่อนางลุน นางลุนก็อยากเห็นตัวคนร้อยมาลัย วันหนึ่งกินรีทำอุบายให้ยายพานางมาชมสวน กินรีพบนาง กินรีหลงรักนาง กินรีมีความสามารถในการเป่าแคนได้ไพเราะ จึงเป่าแคนให้ผู้คนฟัง เสียงเล่าลือว่ากินรีเป่าแคนได้ไพเราะไปทั่วเมือง วันหนึ่งกินรีได้ถอดรูปร้ายกลายเป็นคนร่างงามสง่าไปหานางลุนบอกนางว่ามาจาก เมืองอินทปัฐ และได้นางเป็นเมีย
            เจ้าเมืองฝันว่าช้างมาไล่คนกินอ้อยกล้วยของเมืองจึงให้หมอมาทาย กาดำได้เฝ้ากษัตริย์ เพราะชื่อเสียงว่าเป่าแคนเพราะ กลางคืนกินรีไปหานางและได้ขอแหวนและผ้าสไบมาไว้เป็นที่ระลึก กลับมาบ้านให้ยายไปขอให้ เจ้าเมืองเรียกสินสอดเงิน แสนชั่ง ( 1 ชั่ง = 4 ตำลึง ๆ = 80 บาท ) ทองแสนชั่ง ช้างพันตัว มีคนขับขี่พร้อม คนใช้พันคน สะพานเงิน สะพานทอง จากบ้านยายไปหาพระราชวัง พระอินทร์พระยานาคมาช่วยทำสะพาน หาสินสอดในที่สุดกินรีกับนางลุนก็ได้แต่งงานกัน
          ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย อ้อยอิ่ง กินนะรี               บุญมี เลยเป่าแถลง ดังก้อง
เสียงแคนดังม่วนแม่ง พอล่มหลูด ตายไปนั้น          ท้าวก็เป่า จ้อย จ้อย คือเสียงเสพ เมืองสวรรค์
ปรากฏดัง ม่วนก้อง ในเมือง อ้อยอิ่น                       เป็นที่ใจ ม่วนดิ้น ดอมท้าว เป่าแคน
สาว ฮามน้อย วางหลามาเบิ่ง                                   เขาก็ปบ ฝั่งฟ้าว ตีนต้อง ถืกตอ
บางผ่อง ป๋าหลาไว้ วางไป ทั้งแล่นก็มี                     บางผ่อง เสื้อผ้าหลุด ออกซ้ำ เลยเต้นแล่นไปก็มี
ฝูงคนเฒ่า เหงานอน หายส่วง                                  สาวแม่ฮ่าง คะนิงโอ้ อ่าวผัว
ฝูงพ่อฮ่าง คิดฮ่ำ คะนิงเมีย                                       เหลือทน ทุกข์อยู่ ผู้เดียว นอนแล้ง
เป็นที่ อัศจรรย์แท้ เสียงแคน ท้าวก่ำ                        ไผได้ฟัง ม่วนแม่ง ใจสล่าง หว่างเว
ฝูง (คน) กินเข่า คาคอ ค้างอยู่                                  ฝูง (คน) อาบน้ำป๋าผ่า แล่นมา.... (นั่นละนา)

ขูลูนางอัว

ขูลูนางอั้ว


เริ่มด้วยบทประณามพจน์ เกริ่นว่าเป็นชาดก  ท้าวขูลู   โอรสเจ้าเมืองกาสี  และนางอั้วเคี่ยมเกิดเป็นธิดาเจ้าเมืองกายนคร    ทั้งสองเมืองมีความสัมพันธ์อันดี   เจ้าเมืองและมเหสีของทั้งสองต่างเป็นเพื่อนกัน  และเคยให้คำมั่นสัญญากันไว้ว่าถ้ามีลูกชายลูกสาวฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะยกให้อภิเษกสมรสกัน   ท้าวขูลูและนางอั้วเคี่ยมเกิดปีเดียวกัน     เมื่อโตขึ้นนางอั้วเคี่ยมมีความงดงามมาก  เล่าลือไปถึงเมืองขุนลาง  ซึ่งเป็นขอมขาก่ำ(เขมรป่าดง)  จึงล่าสัตว์มาถวายเจ้าเมืองกายนคร      เมื่อท้าวขูลูเจริญวัยอยากมีคู่ครอง  จึงลามารดามาเที่ยวเมืองกายนคร  ได้นำเครื่องบรรณาการมาถวายเจ้าเมืองด้วย   ท้าวขูลูและนางอั้วเคี่ยมต่างมีใจปฏิพัทธ์ซึ่งกันและกัน   ท้าวขูลูอยู่ที่เมืองกายระยะหนึ่ง   จึงขอลานางกลับเมืองเพื่อจะส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอ
ขุนลางได้ส่งผู้ใหญ่มาสู่ขอนางอั้วเคี่ยม     มารดานางอั้วเคี่ยมไม่รับปากเพราะโกรธมารดาของขูลูซึ่งเป็นเพื่อนกัน  เมื่อครั้งตอนนางตั้งครรภ์นางอั้วเคี่ยม  นางได้ไปเที่ยวอุทยานของเมืองกาสี   ครั้นเห็นผบส้มเกลี้ยงในอุทยานอยากจะกินตามประสาคนแพ้ท้อง  แต่มารดานางอั้วเคี่ยมไม่ให้   อ้างว่าสัมเกลี้ยงยังไม่สุก  นางน้อยใจและด้วยความโกรธจึงตัดความเป็นเพื่อนกัน      นางอั้วเคี่ยม เมื่อทราบข่าวว่ามารดารับปากการสู่ขอของขุนลาง    นางเสียใจและไม่ยอมรับ  นางกล่าวว่าขุนลางเป็นคนนอกศาสนาไม่นับถือพระธรรม   แต่อยากไรก็ตามมารดาของนางอั้วเคี่ยมก็ยังยืนยันที่จะยกนางอั้วให้กับขุนลาง
ฝ่ายท้าวขูลูได้บอกให้บิดามารดามาสู่ขออั้วเคี่ยม          ครั้นแม่สื่อของท้าวขูลูมาสู่ขอมารดาของนางอั้วไม่ยอมตกลง     อ้างว่าได้ตกลงกับฝ่ายขุนลางไว้แล้ว      ขูลูจึงให้บิดาส่งแม่สื่อของสู่ขออีกโดยอ้างข้อตกลงระหว่างบิดาของทั้งสองฝ่ายที่ว่าจะให้บุตรธิดาของแต่ละฝ่ายแต่งงานกัน    แต่มารดานางอั้วก็ได้กล่าวถึงกรณีขอส้มเกลี้ยงคราวนั้น   จึงขอคืนคำสัญญาทั้งหมด            
ในที่สุดก็ตกลงว่าจะทำพิธีเสี่ยงสายแนนคือเชื่อว่าทุกคนจะมีสายรกพัวพันกันอยู่บนเมืองแถนก่อนมาเกิด  และคนเราต้องเป็นคู่กันตามสายแนนนั้น (ตามคำกล่าวคู่จากแถนแนนจากฟ้า)  ถ้าแต่งงานกันผิดสายแนนจะต้องหย่าร้างกัน  ฉะนั้นเพื่อจะดูว่าทั้งสองเป็นคู่กันหรือไม่ต้องทำพิธีเสี่ยงสายแนน      คือให้คนทรงทำพิธีเซ่นพระยาแถนและได้นำของไปถวายพระยาแถน   เพื่อขอดูสายแนนของขูลูและนางอั้ว  พบว่าสายแนนทั้งสองพัวพันกันอยู่    แต่ตอนปลายยอดด้วนและปลายแยกออกจากกัน   ซึ่งแสดงว่าเป็นเนื้อคู่กันแต่ต้องพลัดพรากจากกัน    นอกจากนั้นพบว่าสายแนนของขูลูมีแท่นทองอยู่ด้วย   ซึ่งแสดงว่าเป็นพระโพธิสัตว์     เมื่อแม่สูน(นางทรง,นางเทียม)  กลับมาได้แจ้งว่าทั้งสองเป็นเนื้อคู่กัน   แต่ต้องตายจากกัน
ฝ่ายขุนลางได้ส่งคนมาทาบทามอีกครั้งหนึ่ง        เพื่อกำหนดการอภิเษกสมรสและเพื่อฟังข่าวว่านางอั้วจะตกลงหรือไม่   ส่วนมารดาของนางอั้วก็ตอบตกลงและให้กำหนดแต่งงานในเดือนหน้า   นางอั้วทราบข่าวจึงโศกเศร้าเสียใจมากจึงให้คนรับใช้ไปเชิญท้าวขูลูมาพบ    ท้าวขูลูและนางอั้วได้พบกันและบอกให้นางอั้วคอยตนเองจะกลับไปเมืองกาสีและยกทัพมาชิงเอาตัว
ด้านมารดานางอั้วทราบว่าบุตรตนเองลักลอบพบกับท้าวขูลู   จึงโกรธและต่อว่านางอั้วไปเล่นชู้   ไม่รักนวลสงวนตัว  ทำให้เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล  นางอั้วจึงคิดจะฆ่าตัวตาย ก่อนตายกวีได้พรรณนาความในใจของนางอั้วที่ยังอาลัยอาวรณ์กับสิ่งข้าง รอบตัว     โดยเฉพาะได้รำพันถึงพระคุณของมารดา   รำพันร่ำลาปราสาทราชวัง    ญาติและคนใกล้ชิด    ในที่สุดนางก็ผูกคอตายในสวน   ความทราบถึงเจ้าเมืองและมารดาต่างก็เสียใจ  และนำศพเข้าบำเพ็ญกุศล  ส่วนขุนลางก็ถูกธรณีสูบในคราวเดียวกันด้วย
ท้าวขูลูทราบข่าวการตายของนางอั้ว   ท้าวขูลูเสียใจมากเกิดอาการคุล้มคลั่งไม่เป็นอันกินอันนนอน   ประจวบกับผีตายโหงเข้าสิงจึงเอามีดมาแทงคอตนเองตายในที่สุด     ผู้แต่งได้ดำเนินเรื่องย้อนไปถึงอดีตชาติ  ที่ท้าวขูลูและนางอั้วได้ก่อเวรไว้    จึงต้องมารับใช้กรรมในชาตินี้   คือไม่สมหวังในความรัก   ว่า เมื่อชาติก่อนท้าวขูลูเป็นเจ้าเมืองเบ็งซอน      นางอั้วเป็นมเหสีชื่อนางดอกซ้อน     มีผัวเมียคู่หนึ่งไม่ย่ำเกรงนางดอกซ้อนทำให้นางไม่พอใจจึงไปฟ้องให้เจ้าเมืองลงโทษสามีภรรยาคู่นี้    เจ้าเมืองจึงสั่งไม่ให้เป็นผัวเมียกัน   หากพี่น้องคนใดชักนำให้มาอยู่กินเป็นผัวเมียกันอีกจะถูกประหาร  ทำให้ผัวเมียคู่นีเสียใจมาก  ฝ่ายเมียผูดคอตาย และสามีใช้มีดแทงคอตายตามกัน  ทำให้ในชาตินี้ท้าวขูลูและนางอั้วจึงต้องรับกรรมในชาตินี้  ท้าวขูลูและนางอั้วจึงได้ไปสวรรค์และได้พบกันอีกครั้ง
ฝ่ายเมืองกาสีและเมืองกายนคร ก็จัดพิธีงานศพทั้งสอง  และนำมาเผาเคียงคู่กัน  สร้างพระธาตุบรรจุอัฐิทั้งสองไว้ในที่เดียวกัน  ทั้งสองเมืองกลับมาสมัครสมานสามัคคีดังเดิมท้าวขูลูและนางอั้วได้แสดงอภินิหาริย์ให้ชาวเมืองได้เห็น