วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

สัญญลักษณ์ฉลองอุบลราชธานี ๒๒๒ ปี


คุณค่าของวรรณกรรมพื้นบ้าน


คุณค่าของวรรณกรรมพื้นบ้าน
            วรรณกรรมแห่งชาติมีคุณค่าต่อประชาคมในชาติอย่างไร วรรณกรรมพื้นบ้าน ก็มีคุณค่า
ต่อประชาคมท้องถิ่นอย่างนั้น  คุณค่าของวรรณกรรมพื้นบ้าน อาจสรุปได้ ดังนี้ (มนัส สุขสาย. ๒๕๔๔ ก : ๒๐๖)
            . คุณค่าทางการถ่ายทอดภูมิปัญญา  วรรณกรรมเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษในท้องถิ่น ซึ่งแสดงออกทางด้านภาษา ศิลปวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ คติชีวิต เป็นต้น  แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง
            .  คุณค่าทางสันทนาการ  วรรณกรรมพื้นบ้าน มีรูปแบบที่สามารถให้ความบันเทิง ทั้งด้านอรรถรสทางภาษาและเนื้อเรื่อง เช่น นิทานคำกลอนต่างๆ สามารถนำมาขับร้องเป็นท่วงทำนองที่ไพเราะ เป็นต้นแบบที่ศิลปินอีสานนำมาเป็นอาชีพได้ เช่นหมอลำต่างๆ ก็ใช้พื้นฐานทางวรรณกรรมในการเรียบเรียงทั้งเนื้อเรื่องและฉันทลักษณ์
            .  คุณค่าในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ  ถือเป็นประเพณีของอีสาน ในการสูดขวัญ เช่นการแต่งงาน  ขึ้นบ้านใหม่  สูดขวัญผู้ป่วย ตลอดจนการแสดงความยินดี การต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง  จะมีการสูดขวัญด้วยคำกลอนอีสานทั้งสิ้น  นับเป็นจิตวิทยาชั้นสูงที่ปราชญ์โบราณได้คิดค้นขึ้น ถือเป็นประเพณีสืบมา  หมอสูด (ชาวบ้านมักเรียกว่า "พ่อพราหมณ์" )  บางคนมีใบลานอ่านประกอบเพื่อให้เกิดความขลัง และใบลานนั้นมักจารด้วย "อักษรธรรม"
            .  คุณค่าในการอบรมสั่งสอน  มีวรรณกรรมหลายเรื่องที่มีเนื้อหาในการสั่งสอน ให้คติเตือนใจ ให้แนวทางในการดำรงชีวิตให้มีความสุข อันเป็นคำสอนที่อิงหลักพุทธศาสนา  แทรกอยู่ในวรรณกรรมอย่างแยบยล ผู้ฟังจึงได้รับทั้งความบันเทิงและความคิดที่ดีงามไปในขณะเดียวกัน
.  คุณค่าในทางประวัติศาสตร์  มีวรรณกรรมจำนวนมากที่กล่าวถึงตำนานต่างๆ อันเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์อย่างหนึ่ง เช่น ตำนานขุนบรม ตำนานอุรังคธาตุ (ประวัติพระธาตุพนม) ท้าวฮุ่งท้าวเจือง พื้นเมืองอุบล เป็นต้น หรือแม้แต่นิทานก้อมกันยักษ์ ซึ่งเป็นตอนหนึ่งของขบถผีบุญที่โด่งดังในภาคอีสานเมื่อ ปี พ.. ๒๔๔๔ (สมัยรัชกาลที่ ๕) ดังตอนหนึ่งกล่าวว่า
"...ถึงกลางเดือน ๖ ปีฉลู หินแฮ่จะกลายเป็นเงินเป็นทอง ฟักเขียว ฟักทองจะกลายเป็นช้างเป็นม้า ควายเผือกและหมูจะกลายเป็นยักษ์ขึ้นกินคน ท้าวธรรมิกราชจะมาเป็นใหญ่ ใครอยากพ้นเหตุร้าย ให้คัดลายแทงบอกต่อๆ กันไป..." (ธนาคม. ๒๕๔๒ : ๒๒)
อันเป็นการปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง  ทางการต้องใช้เวลาปราบปรามหลายเดือน พวกขบถถูกจับมาจองจำที่ทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี และถูกประหารชีวิต เหตุการณ์จึงสงบลง  จากเหตุการณ์นี้ จึงมีกฎหมายห้ามประชาชนนับถือภูตผีในเวลาต่อมา 

การสืบสานวรรณกรรม
            วิธีการสืบทอดวรรณกรรมพื้นบ้านอาจทำได้หลายวิธี เช่น
            .  สืบทอดทางมุขปาฐะ คือการสืบทอดต่อกันมาด้วยปาก กล่าวคือ เล่าเรื่องราวต่างๆ สืบต่อกันมา เช่นผู้สูงอายุเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง เป็นต้น
            .  สืบทอดด้วยลายลักษณ์ เป็นวิธีการใหม่ที่ต้องอาศัยวิชาการทางหนังสือ กล่าวคือ ผู้รู้ได้จดจารลงในหนังสือใบลาน  สมัยต่อมาก็ได้ปริวรรต และตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือ ในปัจจุบันได้มีการตีพิมพ์วรรณกรรมพื้นบ้านแล้วหลายเรื่อง เช่น นางผมหอม  นางแตงอ่อน  กาฬเกษ  สังข์สินชัย  ท้าวสุริยวงศ์  เสียวสวาสดิ์  เป็นต้น  แต่ส่วนใหญ่ จะพิมพ์ด้วยอักษรไทยกลาง
            .  สืบทอดด้วยการแสดงมหรสพ  ในปัจจุบันมีการนำวรรณกรรมพื้นบ้านมาแสดงต่อ
สาธารณชน ในรูปมหรสพต่างๆ เช่น หมอลำ เพลงลูกทุ่ง รวมทั้งการถ่ายทอดผ่านสื่อวิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น
            . สืบทอดด้วยการศึกษาเล่าเรียน ในสมัยโบราณ ประชาชนส่วนใหญ่ รับรู้วรรณกรรมจากการฟัง (มุขปาฐะ) ผู้ที่มีโอกาสได้ "อ่าน" คือผู้ที่บวชเรียนเท่านั้น จึงทำให้การสืบสานทำได้ในวงแคบ  การนำวรรณกรรมและภาษาท้องถิ่นมาสอนในโรงเรียน ให้ทุกคนได้เรียนรู้ จึงเป็นทางหนึ่งในการสืบสานวัฒนธรรมทางภาษา
            ในปัจจุบัน การส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (อินเตอร์เน็ท) สามารถทำได้รวดเร็วและกว้างไกลไปทั่วโลก จึงน่าจะเป็นวิธีหนึ่งในการเผยแพร่และสืบสานวรรณกรรมพื้นบ้าน
ประชาคมใดที่ไม่มีอักษรสื่อสาร และจารึกวรรณกรรมของตนเองนั้น  เป็นการยากที่จะรักษาวัฒนธรรมไว้ได้ยั่งยืน  อาจจะถูกกลืนด้วยอารยธรรมที่สูงกว่า และสาบสูญไปในที่สุด จึงเป็นความโชคดีของชาวไทยอีสานที่บรรพบุรุษมีตัวอักษรและจารึกวรรณกรรมไว้มากมาย สมควรที่ลูกหลานจะ สืบฮอยตา วาฮอยปู่)  ด้วยการศึกษาเรียนรู้และอนุรักษ์สืบสานให้คงอยู่สืบไป



วันอาทิตย์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แบบทดสอบ เรื่อง ศัพท์บัญญัติ 1.คำที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกิน มักจะยืมมาจากภาษาใด ก.ภาษาจีน ข.ภาษาเขมร ค.ภาษาอังกฤษ ง.ภาษาชวา-มลายู 2.คำว่า “เมตตา วิญญาณ” ยืมมาจากภาษาใด ก.เขมร ข.บาลี ค.ชวา ง.สันสกฤต 3.คำในข้อใดยืมมาจากภาษาสันสกฤตทุกคำ ก.กีฬา บรรทัด พรรณนา ข.กรีฑา อัชฌาสัย สมุทร ค.ศิษย์ พฤกษา เคราะห์ ง.พาณิชย์ มัธยมศึกษา ปราชญ์ 4.คำในข้อใดเป็นคำภาษาเขมร ก.เพลิง ข.เพชร ค.มรกต ง.บูรณะ 5.ข้อใดเป็นลักษณะของคำภาษาจีนที่ใช้ในภาษาไทย ก.ส่วนใหญ่เป็นเสียงสามัญ ข.ไม่มีตัวสะกดแต่นิยมผสมด้วยสระเสียงยาว ค.พยัญชนะต้นเป็นอักษรกลางมากกว่าอักษรอื่น ง.ส่วนใหญ่เป็นคำพยางค์เดียว ไทยนำมาสร้างคำใหม่เป็นคำประสม 6.คำภาษาชวาเข้ามาในภาษาไทยพร้อมกับวรรณคดีเรื่องใด ก.รามเกียรติ์ ข. ระเด่นลันได ค.ลิลิตเพชรมงกุฎ ง.ดาหลังและอิเหนา 13.ข้อใดเป็นศัพท์บัญญัติทางคณิตศาสตร์ ก.รหัสแท่ง ทวิเสถียร ข.อนุกรม การแปลงผัน ค.สัมปทาน ค่าผ่านทาง ง.การแฝงนัย การผูกขาด 14.ข้อใดเป็นศัพท์บัญญัติทางวรรณคดี ก.รัฐกันชน ข.การเสียดสี ค.เสียงเสียดแทรก ง.ความสูงคลื่นเสียง 7.ข้อใดเป็นลักษณะเด่นของภาษาชวา-มลายู ก.เป็นคำโดด ข.ใช้รูปวรรณยุกต์เอก โท ค.ไม่มีเสียงพยัญชนะควบกล้ำ ง.เป็นคำที่แสดงถึงวัฒนธรรมประเพณี 8.คำยืมที่มาจากภาษาอังกฤษเริ่มเข้ามาในสมัยใด ก.รัชกาลที่ 1 ข.รัชกาลที่ 2 ค.รัชกาลที่ 3-4 ง.รัชกาลที่ 4-6 9.คำทับศัพท์มีลักษณะอย่างไร ก.ยืมมาปรับเปลี่ยนความหมาย ข. ยืมมาใช้โดยไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ค. ยืมมาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของคำ ง. ยืมมาปรับเปลี่ยนวิธีการออกเสียง 10.ศัพท์บัญญัติคิดขึ้นมาใช้แทนคำศัพท์ในภาษาใด ก.ภาษาอังกฤษ ข. ภาษาบาลี-สันสกฤต ค. ภาษาชวา-มลายู ง. ภาษาจีนและอังกฤษ 11. ศัพท์บัญญัติใช้คำในภาษาใดมาประกอบขึ้นเป็นคำใหม่ ก.ภาษาอังกฤษ ข. ภาษาบาลีสันสกฤต ค. ภาษาชวา-มลายู ง. ภาษาจีนและอังกฤษ 12.คำในข้อใดเป็นศัพท์บัญญัติ ก.โบนัส ข.ไดโนเสาร์ ค.วัฒนธรรม ง. กรรมการ 15.ข้อใดไม่ใช่คำศัพท์ในวงวิชาชีพธุรกิจการขาย ก. คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ข.เบรกอีเวน เยียร์ลีรีวิว ค. ควอเตอร์ โปรเจ็กเซล ง. ซัพพลายเออร์ ออร์เดอร์

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

แบบทดสอบ

                                                         อสอบเรื่อง  สุนทรียภาพทางวรรณคดี
๑. ขอใดใชบรรยายโวหารที่มีอธิบายโวหารประกอบ                                              (มี.ค. ๔๓)
     ๑.    าเห็นดอกป บครั้งใดตองตรงเขาไปเก็บดอกที่รวงหลนปบสีขาวนี้เรียกวาปบฝรั่งสวนปบอีกชนิดหนึ่ง  ทางเหนือเรียกกวากาสะลอง
     ๒.    ฉันเดินหาซื้อบานจนไดบานขนาดกําลังพอดี มีที่ตั้งถูกใจตัวบานโอบลอมดวยเนินเขาเตี้ยๆมีหญาสีเขียวขจี
     ๓.    ลูกตะขบขนาดประมาณปลายนิ้วกอยลูกกลมๆปองๆผิวเตงเปลือกบางมี่รสหวานจัดขางในมีเมล็ดเล็กๆสี
             ขาวนวล
     ๔.    นมะมวงแผกิ่งกานสาขาใหเงารมรื่นแผครึ้มไปทั่วลานดิน เด็กๆนั่งเลนเปนกลุมๆใตตน
๒. มารยาทเรียบเสี่ยมสาร เสงี่ยมเงื่อนงามนอ                                              (มี.ค. ๔๓)
     บุคคลในขอใดมีลักษณะตรงกับคําประพันธขางตนมากที่สุด
     ๑.    นารินประพฤติงามทั้งกิริยาและวาจา               ๒.    กระถินเปนคนเรียบรอยสงบเสงี่ยมเจียมตัว
     ๓.    ทองสรอยมีกิริยาดีและมีวิธีพูดที่นาสนใจ      ๔.    เพียงดาวเปนคนสวยและเรียบรอย
๓. คําที่ขีดเสนใตขอใดไมใชภาพพจนนามมัย                                               (มี.ค. ๔๓)
     ๑. ถาแพลงคงปรับทับทวี                     เลือดเนื้อเทานี้เปนเงินทอง
     ๒. ยุงริ้นมันกินมาหลายวัน                  อุตสาหใหนองนั้นไดขี่มา
     ๓. ขุดเผือกมันสูกันมาตามจน               พักรอนผอนปรนมาในปา
     ๔. ถึงเมืองพอมีที่จะอยู                         ก็มาจูจากซ้ำน้ำตาตก
๔. ขอใดมีลักษณะเปนการเขียนแบบบรรยาย                                                     ( ต.ค. ๔๓)
     ๑. ฝนฟากระหน่ำพายุซ้ำกรรโชก                    ๒. แสนวิปโยคอนิจจาน้ำตาเอ
     ๓. ทุกสิ่งลวนไมเปนเหมือนเชนเคย                ๔. ตัวเราเอยแสนอาภัพอับปญญา
 ๕. ลักษณะการประพันธที่เดนที่สุดของขอความตอไปนี้คือขอใด                               ( ต.ค. ๔๓)
            จากความวุนวูวามสูความสวาง                      จากความมืดมาสวางอยางเฉิดฉัน
         จากความรอนระอุเปนเย็นนิรันดร                        ไมรูพลันพลิกเห็นเปนความรู
     ๑. การเลนเสียงสัมผัส                                       ๒. การซ้ำคําเพิ่มความหมาย
     ๓. การเลนคําหลายความหมาย                         ๔. การใชคําที่มีความหมายขัดแยงกัน
๖. คําประพันธตอไปนี้ขอใดมีวิธีการพรรณนาตางจากขออื่น                                 ( ต.ค. ๔๓ )
           ๑. พื้นผนังหลังบัวที่ฐานบัทม                   เปนครุฑอัดยืนเหยียบภุชงคขยํา
           ๒. หยิกขยุมกุมวาสุกรีกํา                         กินนรรํารายเทพประนมกร
           ๓. ใบระกาหนาบันบนชั้นมุข                  สุวรรณสุกเลื่อมแกวประภัสสร
           ๔. ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคนธร                กระจังซอนแซมใบระกาบัง
๗. คําประพันธตอไปนี้ใชภาพพจนตามขอใด                                                ( ต.ค. ๔๓ )
                  ฉันมองคลื่นรื่นเรเขาเหฝง                                พร่ำฝากฝงภักดีไมมีสมอง
               มองดาวเฟยมเยี่ยมพักตรลักษณลํายอง                  จากคันฉองชลาลัยใสสะอาง
           ๑. บุคคลวัตและอุปลักษณ                           ๒. สัญลักษณและอติพจน
          ๓. บุคคลวัตและสัญลักษณ                           ๔. อุปลักษณและอติพจน
 ๘. การพรรณนาเสียงในขอใดใหอารมณตางจากขออื่น                                          ( ต.ค. ๔๓ )
           ๑. เสียงสกุณารองกองกึกใหหวั่นหวาด
           ๒. เสียงชะนีรองอยูโหวยโวยโวยวิเวกวะหวามอก
           ๓. ทั้งพญาคชสารชาติฉันทันตทะลึ่งถลันรองวะแหวๆ
           ๔. ทั้งพญาพาฬมฤคราชเสือโครงคะครางครึ้มกระหึ่มเสียง
ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ ๙ ๑๐
      ก.   ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปนเกลา                       พระพุทธเจาหลวงบํารุงซึ่งกรุงศรี
         ประทานนามสามโคกเปนเมืองตรี                                 ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว
      ข.  พฤกษาสวนลวนไดฤดูดอก                              ตระหงานงอกริมกระแสแลสลาง
         กลวยระกําอัมพาพฤกษาปราง                                    ตองน้ำคางชอชุมเปนพุมพวง
      ค.   ที่ทายบานศาลเจาของชาวบาน                        บวงสรวงศาลเจาผีบายศรีตั้ง
         เห็นคนทรงปลงจิตอนิจจัง                                      ใหคนทั้งปวงหลงลงอบาย
      ง.  ถึงบานงิ้วเห็นแตงิ้วละลิ่วสูง                      ไมมีฝูงสัตวสิงกิ่งพฤกษา
         วนหนามดกรกดาษระดะตา                                       นึกก็นากลัวหนามขามขามใจ
๙. คําประพันธในขอใดไมเปน กระจกสองภาพทางวัฒนธรรม                                           ( ต.ค. ๔๓ )
           ๑. ขอ ก                    ๒. ขอ ข                ๓. ขอ ค                     ๔. ข 
๑๐. ขอใดไมแสดงอารมณของผูประพันธ                                                            ( ต.ค. ๔๓ )
           ๑. ขอ ก                    ๒. ขอ ข                ๓. ขอ ค                     ๔. ขอ ง
๑๑. ขอใดไมใชการพรรณนาฉาก                                                                     ( ต.ค. ๔๓ )
          ๑. หลอนจะตองอยูที่นี่และตายบนธรณีผืนนี้
          ๒. รางทะมึนบึกบึนของเขาตัดเดนกับขอบฟาอันเวิ้งวาง
          ๓. เสียงหวีดของรถไฟกองกรีดขึ้นในความสงัดของราตรี
          ๔. ที่นี่คือนรกเต็มดวยความรอนแหงผากและฝุนบาๆ
๑๒. คําประพันธตอไปนี้ใชศิลปะการประพันธเดนที่สุดตามขอใด                                     ( มี.ค. ๔๔)
            แลถนัดในเบื้องหนาโนนก็เขาใหญยอดเยี่ยมโพยมอยางพยับเมฆมีพรรณเขียวขาวดําแดงดูดิเรกดั่ง
     รายรัตนนพมณีแนมนาใครชมครั้นแสงพระสุริยะสองระดมก็ดูเดนดังดวงดาววาวแวววะวาบๆที่เวิ้งวุ
     วิจิตรจํารัสจํารูญรุงเปนสีรุงพุงพนเพียงคัคนัมพรพื้นนภากาศ
          ๑. สัมผัสสระ                                           ๒. สัมผัสพยัญชนะ
          ๓. การใชคําอัพภาส                                 ๔. การหลากคํา
๑๓. ขอใดใชภาพพจนหลายชนิด                                                                     ( มี.ค. ๔๔)
          ๑. ธรรมชาติคือวิหาร                        ที่เสาตระการมีชีวา
            บางครั้งเอยวาจา                         อันลึกลับและสับสน
          ๒. โฉมสองเหมือนหยาดฟ                     ลงดิน
            งามเงื่อนอัปสรอินทร                     สูหล
          ๓. สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด                งามละมายคลายอูฐกะหลาป
            พิศแตหัวตลอดเทาขาวแตตา                ทั้งสองแกมกัลยาดังลูกยอ
          ๔. ณยามสายัณหตะวันยิ่งยอย                แนะเรงเทาหนอยทยอยเหยียบหนา
              ตะแลกแตกแตกจะแหลกแลวจา กระเดงรีบมาเถอะรับขาวไป
๑๔. ขอใดมีเนื้อหาของความเปรียบตางจากขออื่น                                                   ( มี.ค. ๔๔)
          ๑. แลวเทวัญวางจันทะวงศแอบ                ใหนอนแนบเคียงเขนยขนิษฐา
             พลางภิรมยชมสองกษัตรา                   ดังดาราวางเรียงไวเคียงกัน
          ๒. พิศพี่ผองเพียงสุริยฉัน                พิศนองเพียงจันทรสองปะทะรัศมี
          ๓. พิศไทไทวาไท                         ทินกร
              พิศออนคือศศิธร                        แจมฟ
          ๔. งามดังสุริยันมะลันตอน                   เคียงดวงศศิธรมะลอนฉู
              จะไหนวิไลกระตู                         สมสองครองคูจะลูเจ
๑๕.   คําประพันธตอไปนี้ใชภาพพจนตามขอใด
                     เมฆขาวหนาวเดือนดาว                       อมหาวหอมลอมจันทรหมอง
                 น้ำคางตกเนืองนอง                                   องน้ำตาบาซึมดิน
          ๑.  นามนัยและอติพจน                                 ๒.  อติพจนและบุคคลวัต
          ๓.  บุคคลวัตและนามนัย                                ๔.  อุปลักษณและอติพจน
๑๖.  ลักษณะการพูดของขอความตอไปนี้ตรงตามขอใดที่สุด
พระพุทธเจาขาซึ่งทรงพระกรุณาจะใหชาลีนี้ออกไปรับเสด็จเกลือกจะทรงเคลือบแคลงระแวงวาเปนความเท็จไมเชื่อฟงอันคําเด็กนี้หรือผูใหญใครจะหวังเอาเปนสัตยจริงเห็นพระปตุรงคจะทรงเกรงกริ่งจะไมคืนนคร
          ๑.  พูดใดพูดที่รูจริงจัง                                     ๒.  พูดเพราะไดตริตรอง รอบคอบ
          ๓.  พูดเพื่อมโนหวัง ประโยชน                         ๔.  พูดถูกใครจะตอบ คัดคานผิดเอง
๑๗.  อใดไมใชการกลาวเชิงเปรียบเทียบ
          ๑.  พระปนภพกุเรปนกรุงศรี                            ๒.  รํารายเปนกระบวนหวนหัน
          ๓.  วางกองเยื้องกันเปนฟนปลา                        ๔.  ไวเปนขาใตเบื้องบทมาลย
๑๘.  อใดใหกลวิธีการประพันธตางจากขออื่น
          ๑.  ลมระริ้วปลิวหญาคาระยาบ                                  ๒.  สนละเมียดเสียดยอดขึ้นกอดฟ
          ๓.  ดอกหญายิ้มหวานหวานกับลานหญา                    ๔.  แกวเอียงกลีบเคลียนํ้าคางอยางหงิมหงิม
๑๙.  คําประพันธตอไปนี้มีลักษณะเดนในดานใด
                      พาทีมีสติรั้ง                  รอคิด
           รอบคอบชอบแลผิด                   อนพรอง
           คําพูดพางลิขิต                            เขียนรางเรียงแฮ
           งเสนาะตอง                              โสตทั้งหางภัย
          ๑.  สัมผัสสระ                                        ๒.  สัมผัสพยัญชนะ
          ๓.  การหลากคํา                                       ๔.  การใชภาพพจน
๒๐.   คําประพันธตอไปนี้มีลักษณะเดนในดานใด
           เดือนดาวในหาวหวง                        คือโดมดวงแหงสรวงศิลป
           องฟาลงมาดิน                                 ทุกค่ำคืนชื่นแสงพราว
          ๑.  เสียงไพเราะ สื่ออารมณ                           ๒.  ความมายกินใจสื่อภาพชัดเจน
          ๓.  สื่อภาพชัดเจนเสียงไพเราะ                         ๔.  สื่ออารมณความหมายกินใจ
๒๕. ขอความตอไปนี้แสดงคุณลักษณะของชาวนาตามขอใด                                     (มี.ค. ๔๕)
    สีเขียวดุจความงามขจีของใบหญาเล็กๆนี่เองที่เปนความหวังของเขาและของชาวนาอีกหลายแสนคนสีเขียวดุจ
ความงามขจีของใบหญาเล็กๆนี่แหละตองการความอดทนและตอสูไมยนยอตองการหยาดเหงื่อและน้ำตากอนที่มันจะตอบ แทนรางวัลอันนาชื่นใจให
          ๑. มีความหวัง  ความผูกพัน             และกลาเผชิญปญหา
          ๒. มีความบากบั่น ความอดทน  และยืนหยัดสูปญหา
          ๓. มีความใฝฝน ความไมทอถอย และเผชิญความทุกข
          ๔. มีความพยายามความดิ้นรน             และรอคอยผลอยางเชื่อมั่น
๒๖. คําประพันธตอไปนี้ไมแสดงคานิยมทีมีตอนักรบตามขอใด                            (มี.ค. ๔๕)
                   สองฝายหาญใชข            คือสีหแกลวสีหกล
          อแกลวในกลาง                        สมรนา
          ๑. นักรบตองดุรายเหี้ยมหาญ           ๒. นักรบตองมีความสงาความ
          ๓. นักรบตองคลองแคลววองไว  ๔. นักรบตองเปนคนไมหวาดหวั่น
๒๗. ขอใดใชกลวิธีการประพันธตางกับคําประพันธตอไปนี้                              (ต.ค. ๔๕)
                             โผตนนั้นผันตนไปตนโน
          ๑. เกลี้ยงสมกลมแสงแจมแจงเกลี้ยง  2. แสงเดือนสองดาวสกาวเด
          ๓. ทั้งเลือดเรนทั้งเล็นไรงูใหญนอย  4. ตะวันจาระอาออนสะทอนจิต
๒๘. ขอใดไมปรากฏในคําประพันธเหลานี้                                               (ต.ค. ๔๕)
                   เอามีดคร่ำตําอกเขาต้ำอัก     เลือดทะลักหลวมทะลุตลอดสัน
                นางกระเดือกเสือกดิ้นสิ้นชีวัน เลือดก็ดันดาษแดงดังแทงควาย
          ๑. สี              ๒. เสียง           ๓. กลิ่น          ๔. ภาพเคลื่อนไหว
ใชคําประพันธตอไปนี้ตอบคําถามขอ  ๒๙ ๓๐
          สรรแตหาญสารตัวเหี้ยมเทียมชางมารทานชางหมื่น ฟนโถมศึกฝกทนศรรอนงาสายรายงาเศียรเรียนเชิงสูรูชน สารรานบาแทงแรงบถอยรอยคชหนีรี่ขึ้นหนาขาศึกยลขนสยองรองบันเทิงเริงบุกทัพสรพพอลังการสารอลงกตบทจร คลาดบาทจรคลาดาพยุหะยืนดื่นพยุหยุทธดุจพสุธาพังดั่งพสุธาพกยกคชผายยายคชพล
๒๙. คําประพันธขางตนใหความรูสึกเดนชัดที่สุดตามขอใด                             (ต.ค. ๔๕)
          ๑. ฮึกเหิม         ๒. คึกคัก          ๓. หวาดหวั่น  ๔. สยดสยอง
๓๐. ขอใดเปนลักษณะเดนที่สุดของคําประพันธขางตน                                             (ต.ค. ๔๕)
          ๑. การใชความเปรียบ                        ๒. การเลนคําพองเสียง
           ๓. การพรรณนาใหเห็นภาพ                    ๔. การเลนเสียงสัมผัส
๓๑. ขอใดเปนศิลปะการประพันธที่ไมปรากฏในคําประพันธตอไปนี้                                  (ต.ค. ๔๕)
                     พรากหายใชพรากราง           นิรันดรกาล
           มีพรากมีพบพาน                              เพื่อนพอง
           ชิงโศกโศกพาผลาญ                           เผาจิต
           วันหนึ่งนั้นจักตอง                              กลับรายกลายดี
           ๑. การซ้ำคํา                             ๒. การเลนคําพองเสียง
           ๓. การเลนคําตรงกันขาม                   ๔. การเลนเสียงสัมผัส
๓๒. ภาพพจนประเภทใดไมปรากฏในคําประพันธตอไปนี้                                               (ต.ค. ๔๕)
                 ดูน้ำวิ่งกลิ้งเชี่ยวเปนเกลียวกลอก               กลับกระฉอกฉาดฉัดฉวัดเฉวียน
            างพลุงพลุงวุงวนเหมือนกงเกวียน                 ดูเปลี่ยนเปลี่ยนควางควางเปนหวางวน
           ๑. อุปมา                                  ๒. อุปลักษณ
           ๓. บุคคลวัต                               ๔. การเลียนเสียงธรรมชาติ
๓๓. ขอใดไมใชความหมายของคําประพันธตอไปนี้                                                  (ต.ค. ๔๕)
                                 ฉับฉวยชกฉกช้ำ         ฉุบฉับ
           ๑. ชกอยางฉวยโอกาส                        ๒. ชกอยางรวดเร็ว
           ๓. ชกอยางคลองแคล                      ๔. ชกอยางเมามัน
๓๔. ขอใดเปนแนวคิดของคําประพันธตอไปนี้                                                      (ต.ค. ๔๕)
                     ไปฟงคนพูดฟุ                  นเฝอ
          เท็จและจริงจานเจือ                          คละเคล
           คือมีดเที่ยวกรีดเถือ                         านทั่วไปนา
           งจะพาพลอยเขา                           พวกเพอรังควาน
           ๑. ควรฟงผูที่มีศิลปะในการพูด            ๒. ควรมีวิจารณญาณในการฟ
           ๓. ไมควรทํารายผูอื่นดวยคําพูด           ๔. ไมควรฟงคนที่พูดเพอเจอ
๓๕. ขอใดไมใชภาพพจนแบบบุคคลวัต                                                              (มี.ค. ๔๖)
           ๑. เมฆไหลลงหมเงื้อมผาชะโงก              ๒. งามมานเงาไมโศกซับซอน
           ๓. ดอกหญาปาลมโบกผวาชอ                  ๔. ซาซาธาราฉะออนเรงรอนระหายฝน
๓๖. ขอใดมีการใชภาพพจน                                                                          (มี.ค. ๔๖)
           ๑.         คัคนานตนฤราสราง               ราคิน
                 คือระเบียบรัตนอินทนิล                คาดไว
           ๒.         พระพึงพิเคราะหผู              ภักดี ทานนา
                คือพระยาจักรี                              กาจแกล
           ๓.         เกรงกระลับกอรงค               รั่วหล
                คือใครจักคุมคง                            ควรคูเข็ญแฮ
           ๔.         เพื่อพระเดโชชนะ                 ศึกน้ำ
                คือองคอมิตรพระ                         จักมอดเมือเฮย
๓๗. ขอใดใชภาพพจนมากที่สุด                                                                      (มี.ค. ๔๖)
           ๑.   ฟูกถูกเนื้อวันทองออน                                     เหมือนนอนตียงทองอันผองใส
                  เพลินฟงวังเวงเพลงเรไร                                    พิณพาทยไพรกลอมขับสําหรับดง
           ๒.  บัดนี้เห็นทวงทีกิริยาเจาก็เปลี่ยนแปลก               เลหประหนึ่งพึ่งพาเปนแขกไมคุนเคย
                  ไฉนจึงแกลงนั่งเฉยใหเหินหาง                           เหมือนผูอื่นฉะนี้
           ๓.    พันลึกลมลั่นฟา                    เฉกอสุนีผาหลา
                   แหลงเพี้ยงพกพัง                  แลนา
           ๔.   ดาวระยับประดับฟาเพลานี้                              เพชรราตรีสองสกาวณหาวหน
                  ประชันแสงวะวับวาวพราวสกนธ                    มิแผกคนแขงคาบารมี
๓๘. ขอใดใชกลวิธีการแตกตางจากขออื่น                                                            (มี.ค. ๔๖)
           ๑. เปรียบแรงคชสารปานกลจักร  ผาผลักชักลากราวหยากไย
           ๒. ใหญเทียมภูผาทาดุดัน                   เรี่ยวแรงแข็งขยันเชื่อควาญตน
           ๓. งางอนออนชอยทุกรอยกลึง                 ดูประหนึ่งกรกรายนางรายรํา
           ๔. เหมือนมีชีวิตสถิตราง                   ซุงแกะเปนชางยางบาทได
๓๙.ขอใดแสดงแนวคิดที่ตรงกับคําประพันธตอไปนี้มากที่สุด                                           ( มี.ค.๔๖ )
                       ชนใดมีชาติข                       เลวทราม
               เพียรอุตสาหพยายาม                    หมั่นหมั้น
               อยูบดอยูฝนความ                         รูแกตนเฮย
               กลับยศใหญยิ่งชั้น                        เชนเชื้อผูดี
           ๑.รูสิ่งใดไมสูรูวิชา                                               รูรักษาตัวรอดเปนยอดดี
           ๒.ดูผิวพรรณสรรพางคอยางคุลา                          แตวิชาพางามขึ้นครามครัน
           ๓.อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ                          ประเสริฐสุดซอนใสเสียในฝ
           ๔.ปากเปนเอกเลขเปนโท                                     หนังสือตรีมีปญญาไมเสียหลาย
o.คําประพันธตอไปนี้กลาวถึงศิลปะของไทยในดานใด
              แสงโสมแสงแกวสอง  สุริยฉาย
          อรามรัตนกุณฑลพราย              พรางฟ
           อุณหิสวิจิตรราย               ทมราช แลฤๅ
           เจ็ดอุรุคเรียบหน            ผกเกลาเกลื่อนหงอน
         ๑.การแตงกาย                          ๒.การวาดภาพ
         ๓.การแกะสลัก                         ๔.การกอสราง